หอการค้าไทย ร่วมพลังป้องกันการทุจริต

         วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ร่วมประชุมชี้แจง ตรวจติดตามการใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติม ปี 2560 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยเน้นการมีส่วนร่วม เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในการประชุมดังกล่าวมี นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ร่วมกับ นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการติดตาม ตรวจสอบและสังเกตการณ์ การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณดำเนินการในพื้นที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัด จำนวน 302 โครงการ วงเงินงบประมาณ 75,057.20 ล้านบาท โดยการประชุมดังกล่าวได้ผ่านระบบ Video Conference ไปยังจังหวัดและกลุ่มจังหวัดด้วย 
         นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทย ในฐานะองค์กรร่วมที่ลงนามความร่วมมือป้องกันและปราบปรามการทุจริตกับกระทรวงมหาดไทย และมีเครือข่ายหอการค้าจังหวัดครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ มีความพร้อมที่จะร่วมตรวจติดตามโครงการในระดับพื้นที่ โดยโครงการในระดับพื้นที่จังหวัด จะมีหอการค้าจังหวัดต่าง ๆ ร่วมตรวจติดตาม และโครงการที่เป็นกลุ่มจังหวัด จะมีหอการค้ากลุ่มจังหวัดร่วมตรวจติดตาม รวมทั้งมีหอการค้าภาค ( 5 ภาค) จะคอยกำกับดูแลอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้ หอการค้าไทย จะได้ดำเนินการการจัดส่งแนวทางการการตรวจติดตาม พร้อมรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ให้หอการค้าจังหวัดโดยด่วนต่อไป ซึ่งผลการตรวจติดตามนั้น หอการค้าไทยจะได้รายงานให้ทราบเป็นระยะๆ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนหอการค้าไทยในส่วนกลางนั้น ก็จะมีภารกิจในการตรวจติดตามในระดับกระทรวงและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ โดยความร่วมร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้
         ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ได้รับเกียรติจากหน่วยตรวจสอบทั้ง 3 หน่วย ได้มาร่วมชี้แจงถึงแนวทางการติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับสำหรับการดำเนินการในระดับพื้นที่ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นการประชุมเพื่อวางระบบป้องกันการทุจริตในโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า โดยยึดหลักการ ตรวจสอบความโปร่งใส ในลักษณะเป็นการแนะนำ และติดตาม มิใช่ลักษณะจับผิด ซึ่งจะไม่ทำให้งานหยุดชะงัก ไม่เพิ่มภาระงานให้กับหน่วยงานเกินความจำเป็น และเป็นการลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานตรวจสอบซึ่งสอดคล้องกับข้อสั่งการของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการดำเนินการติดตามตรวจสอบโครงการ จะต้องไม่ส่งผลกระทบกับมาตรการของรัฐบาล และไม่เพิ่มภาระให้หน่วยงานปฏิบัติ ซึ่งในการดำเนินการจะใช้กลไกในพื้นที่ คือ คณะอนุกรรมการการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะอนุกรรมการ มีผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด และหัวหน้าสำนักงานจังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการร่วม มีการบูรณาการกับสำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นกลไกขับเคลื่อนระดับจังหวัดในการตรวจสังเกตการณ์ และคณะอนุกรรมการการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับจังหวัด สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จะทำการวิเคราะห์โครงการ และมีหน้าที่ในการพิจารณาคัดเลือกโครงการที่จะตรวจสอบและสังเกตการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่มีลักษณะเป็นการใช้งบประมาณจำนวนมาก หรือมีความเสี่ยงต่อการทุจริต ซึ่งในการพิจารณาคัดเลือกโครงการต้องกระจายให้ครอบคลุมทุกประเภทของโครงการ ทั้งนี้ การพิจารณาคัดเลือกจะต้องเป็นไปตามมติของคณะอนุกรรมการฯ เป็นสำคัญ
         ในการประชุมครั้งนี้ จะมีการถอดบทเรียนจากผลการดำเนินงานของโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท มาเป็นแบบอย่างของการดำเนินงาน และมีเป้าหมายของการทำงานในลักษณะบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการตรวจสอบ โดยจะร่วมกันบูรณาการในการป้องกันการทุจริตแก้ปัญหาเชิงมาตรการ และสร้างกระแสการตรวจสอบและเฝ้าระวังของภาคประชาชน เพื่อลดการร้องเรียนการทุจริต รวมทั้งจะได้รับทราบข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แท้จริงของคนทำงาน ว่ามีระเบียบกฎหมาย ปัญหา อุปสรรคคืออะไรบ้าง เพื่อที่จะได้มีการจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
          ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำว่า นอกจากกระทรวงมหาดไทยจะได้ประสานขอความร่วมมือจาก สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. และ สตง. เข้าร่วมในการติดตาม ตรวจสอบ โครงการและกิจกรรมตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 เพื่อป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันในพื้นทุกๆ ด้านแล้ว ยังได้ขอความร่วมมือภาคเอกชน ได้แก่ สภาวิศวกร สภาสถาปนิก สภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าไทย ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้และต่อต้านการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อขจัดการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อไม่มีผู้ให้ ก็ไม่มีผู้รับ” เพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินโครงการทุกโครงการที่ได้รับงบประมาณ ขณะเดียวกันหากผู้ว่าราชการจังหวัด ถูกบัตรสนเทห์หรือถูกร้องเรียนว่ามีการเรียกรับเงิน ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เชิญผู้รับจ้าง สำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัด สำนักงาน ป.ป.ท. เขตพื้นที่ และสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด มาพูดคุยกันต่อหน้า เพื่อสร้างความชัดเจนกันไปเลยว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์กันหรือไม่ อย่างไร ไม่เช่นนั้นจะเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสถาบันผู้ว่าราชการจังหวัด
         ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวตอนท้ายว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและได้ดำเนินการป้องกันการทุจริตในทุกๆด้าน มิให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นในส่วนราชการ และเพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณของประเทศได้ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศชาติได้ตามเป้าหมาย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน รวมถึงเป็นการแสดงถึงศักยภาพของผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณในพื้นที่ ให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์คุ้มค่า ดังนั้นจึงขอให้ทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการ จังหวัด หน่วยงานตรวจสอบ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมมือผนึกกำลังกัน สร้างพลังร่วมกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ให้บังเกิดผลและเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อสร้างมิติใหม่ในการดำเนินโครงการที่ได้รับงบประมาณจะต้องปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และเกิดพลังร่วมกัน “ไม่รับ ไม่ให้” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดกระแสการตื่นตัวในการมีส่วนร่วมในการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นและประพฤติมิชอบในภาครัฐของทุกภาคส่วน


ภาพประกอบ