แถลงข่าว : สถานการณ์ศูนย์รับแจ้งแรงงานต่างด้าวภายใต้พระราชกำหนดแรงงาน

04 ส.ค. 2560

ตามที่ พระราชกำหนดการบริหารการจัดการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ได้ประกาศบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560 โดยพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งเป็นการรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคนต่างด้าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานไว้ในฉบับเดียวกัน และจะครอบคลุมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวทั้งระบบ ทั้งนี้ จากบังคับใช้ได้ยกเลิกพระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 นั้น  

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้รับทราบและตระหนักถึงปัญหาในภาคปฏิบัติของพระราชกำหนดการบริหารการจัดการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) ภาคท่องเที่ยวและบริการ และกลุ่มประชาชนที่จ้างแรงงานต่างด้าว เช่น แม่บ้านตามบ้านชุมชน ลูกจ้างร้านค้าแผงลอยต่างๆ ในการที่จะต้องเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้ พร้อมทั้ง ได้มีความพยายามเข้าพบหารือเพื่อแจ้งปัญหาการปฏิบัติตามกฎหมายต่อรัฐบาล กระทรวงแรงงาน สำนักงานกฤษฎีกา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 รัฐบาลได้ประกาศคำสั่งมาตรา 44 (คสช ที่ 33/2560) เพื่อออกมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ประกอบด้วย 

  •  ให้มาตรา 101 , 102 , 119 และ 122 แห่ง พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2561
  • ให้นายจ้างและคนต่างด้าวเร่งดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตาม พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ให้แล้วเสร็จก่อนวันที 1 มกราคม 2561
  • ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมายหรือคำสั่งนี้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือกระทำการอันใดในตำแหน่งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
  • ให้กระทรวงแรงงานดำเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน เป็นต้น  

ซึ่งขณะนี้ กระทรวงแรงงาน ได้เปิดศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 11 ศูนย์ ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม-7 สิงหาคม 2560 เพื่อให้ผู้ที่ใช้แรงงาน ต่างด้าว 3 สัญชาติ (เมียนมา ลาว และกัมพูชา) ที่ผิดกฎมายทั่วประเทศ มายื่นแสดงความจำนงในศูนย์ดังกล่าว ในทางคู่ขนานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับ คณะอนุกรรมาธิการการแรงงาน ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการร่วมกันสังเกตการณ์ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว โดยพบว่า ยังมีผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานมายื่นความจำนงในการใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพความเป็นจริง จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการผลักดันให้ผู้ประกอบการ และกลุ่มประชาชนที่จ้างแรงงานต่างด้าว เช่น แม่บ้านตามบ้านชุมชน ลูกจ้างร้านค้าแผงลอยต่างๆ มาแสดงเจตจำนงในการขอใช้แรงงานต่างด้าว โดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้แจ้งไปยังหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ สมาคมการค้า และสมาชิกให้ร่วมประชาสัมพันธ์ในการให้นำแรงงานต่างด้าวมายื่นความจำนงในการขอใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้ใช้แรงงานต่างด้าว และยังเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวของประเทศไทย ทั้งนี้ หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ สมาคมการค้า และสมาชิกของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีความพึงพอใจในการบริการของเจ้าหน้าที่ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว และมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น   

นายสมบัติ นิเวศรัตน์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการตามมาตรการบรรเทาปัญหาผลกระทบจากพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 โดยได้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 100 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการแก่นายจ้างที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 โดยไม่มีเอกสารแสดงตน และไม่มีใบอนุญาตทำงานมายื่นแบบคำขอจ้างคนต่างด้าวที่ศูนย์ รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว ทั้งนี้ นายจ้างสามารถให้ผู้อื่นยื่นแทนได้หรือยื่นทางอินเทอร์เน็ต โดยหลักฐานที่ใช้มีเพียงสำเนาบัตรประจำตัวนายจ้าง หรือสำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคลกรณีนายจ้างเป็น นิติบุคคล รูปถ่ายลูกจ้างคนต่างด้าว 2 นิ้ว 3 รูป และแบบคำขอจ้างคนต่างด้าว จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนัดวัน เวลาเพื่อให้นายจ้างพาลูกจ้างไปตรวจสอบคัดกรองความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง ถ้าพบเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างจริงเจ้าหน้าที่จะออกหนังสือรับรองเพื่อไปตรวจสัญชาติแล้วมาขออนุญาตทำงานต่อไป ซึ่งแต่ละสัญชาติ มีข้อปฏิบัติ ดังนี้

1. สัญชาติกัมพูชา ทางการกัมพูชากำหนดเข้ามาตรวจสัญชาติที่ประเทศไทยที่จังหวัดระยอง สงขลา และกรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะให้บริการในรูปแบบ One Stop Service (OSS) คือ

  • ทางการกัมพูชาออกเอกสารการเดินทาง (TD) คนต่างด้าวจ่ายค่าธรรมเนียม TD จำนวน 2,350 บาท
  • ตรวจคนเข้าเมืองตรวจลงตราวีซ่า จำนวน 500 บาท
  • สาธารณสุขตรวจสุขภาพ จำนวน 500 บาท และประกันสุขภาพ 500 บาท รวม 1,000 บาท
  • กรมการจัดหางานออกใบอนุญาตทำงาน จำนวน 550 บาท (ค่ายื่นคำขอ 100 + ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 450 บาท)

2. สัญชาติลาว แรงงานต้องไปสถานทูตลาวหรือกงสุลลาวประจำประเทศไทยเพื่อขอเอกสารกลับประเทศไปทำหนังสือเดินทาง และกลับเข้ามาทำงานแบบ MOU

3. สัญชาติเมียนมา ดำเนินการตรวจสัญชาติในประเทศไทย 6 ศูนย์ 5 จังหวัดคือ สมุทรสาคร สมุทรปราการ เชียงราย ตาก ระนอง โดยก่อนเดินทางไปศูนย์ OSS คนต่างด้าวต้องจ่ายค่าธรรมเนียม CI ล่วงหน้าที่ counter service จำนวน 310 บาท จากนั้นไปที่ศูนย์ตรวจสัญชาติ โดยให้บริการในรูปแบบ One Stop Service (OSS) คือ

  • ทางการเมียนมาออก CI
  • ตรวจคนเข้าเมืองตรวจลงตราวีซ่า จำนวน 500 บาท
  • สาธารณสุขตรวจสุขภาพ จำนวน 500 บาท และประกันสุขภาพ 500 บาท รวม 1,000 บาท
  • กรมการจัดหางานออกใบอนุญาตทำงาน จำนวน 550 บาท (ค่ายื่นคำขอ 100 + ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 450 บาท)
  • ทั้งนี้ แรงงานสามารถทำงานได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561

ผลการดำเนินงานของศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว (วันที่ 24 ก.ค. – 3 ส.ค.60 ณ เวลา 08.00 น.) ดังนี้

1. นายจ้างยื่นคำขอ จำนวน 113,374 ราย (ยื่นที่ศูนย์ฯ 104,415 ราย ลงทะเบียนออนไลน์ 8,959 ราย)

2. ลูกจ้างคนต่างด้าว 396,390 คน (ศูนย์รับแจ้งฯ 376,121 คน ลงทะเบียนออนไลน์ 20,269 คน) เป็นกัมพูชา 107,504 คน ลาว 54,144 คน เมียนมา 234,742 คน

3. ประเภทกิจการที่มีการยื่นคำขอ 10 อันดับ

  • เกษตรและปศุสัตว์ 91,570 คน
  • กิจการก่อสร้าง 77,917 คน
  • จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 36,667 คน
  • การให้บริการต่างๆ 28,983 คน
  • กิจการต่อเนื่องเกษตร 25,268 คน
  • ค้าส่ง ค้าปลีก แผงลอย 20,867 คน
  • ผลิต/จำหน่ายเสื้อผ้า 12,407 คน
  • จำหน่ายผลิตภัณฑ์โลหะ 9,613 คน
  • กิจการรีไซเคิล 8,407 คน
  • ผลิต/จำหน่ายพลาสติก 7,991 คน

4. จังหวัดที่มีการจ้างมากที่สุด 10 อันดับ

  • กรุงเทพมหานคร 84,957 คน
  • สมุทรปราการ 22,974 คน
  • ระยอง 19,821 คน
  • ปทุมธานี 19,571 คน
  • เชียงใหม่ 16,325 คน
  • นนทบุรี 16,061 คน
  • สุราษฎร์ธานี 15,937 คน
  • ชลบุรี 15,680 คน
  • นครปฐม 14,454 คน
  • ตาก 13,527 คน  

ดังนั้น ขอเตือนให้นายจ้างหรือผู้ใดที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวโดยไม่มีเอกสารแสดงตนและเอกสารอนุญาตการทำงานอยู่ในปัจจุบัน รีบมาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 สิงหาคมนี้เท่านั้น และขอเน้นย้ำว่าการดำเนินการในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่เหมือนเช่นกลุ่มบัตรสีชมพู ที่ผ่านมา และขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายเปิดจดทะเบียนรอบใหม่แต่อย่างใด  

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนทุกภาคส่วนเห็นด้วยกับการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของความมั่นคง ปลอดภัย การสาธารณสุข และสังคมโดยรวมของประเทศชาติ และขอขอบคุณรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล) คณะรัฐมนตรี และข้าราชการกระทรวงแรงงานทุกภาคส่วน ที่ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งสูงสุด สุดท้ายนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกระทรวงแรงงาน มีความมุ่งมั่นในการร่วมกันแก้ไขปัญหาแรงงานของประเทศไทยอย่างบูรณาการและพัฒนาแรงงานของประเทศไทยในทุกรูปแบบ และหวังว่าปี 2561 รายงานประจำปีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรื่อง สถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report – TIP Report) จะดีขึ้นตามลำดับ