พันธกิจ : การพัฒนาธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการลดความเหลื่อมล้ำ ด้านรายได้และโอกาส เพื่อความยั่งยืน

• ส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำ

- โครงการหนึ่งไร่หนึ่งแสน

- โครงการหนึ่งหอการค้า หนึ่งวิสาหกิจชุมชน

- โครงการหนึ่งหอการค้า หนึ่งสหกรณ์

• ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง

- โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจพอเพียง

          จากการที่เศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ โดยได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 จนถึงแผนพัฒนา ฯ ฉบับปัจจุบัน ส่งผลให้จำนวนคนจนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการจัดทำแผนงาน/โครงการผ่านจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมไทย และปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างประชาชนในชนบทและในเมืองมีความแตกต่างและมีช่องว่างเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการมุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจป็นหลัก รวมทั้ง การนำนโยบายที่ปฏิบัติไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ทำให้เกิดปัญหาความไม่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม และประชาชนที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ของประเทศที่คนยากจนและประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่คุ้นเคยกับการทำการเกษตรรูปแบบเดิมคือ การใช้สารเคมี หรือการนำระบบการเกษตรแบบสมัยใหม่ มาใช้ภายในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับการผลิตสินค้าทางการเกษตรให้เพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากมีการแข่งขันของตลาดสูง และมีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ต่าง ๆ ดังนั้น จึงมีการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ในการทำการเกษตรของชาวนา ชาวสวน และชาวไร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นพืชให้เจริญเติบโตที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อที่ผลผลิตของตนจะได้ก้าวเข้าไปสู้ระดับโลก เพราะเหตุนี้ จึงทำให้มีสารเคมีตกค้างอยู่ในพืชที่เพาะปลูก และได้ส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจ

 

         ภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทุกภาคส่วนจึงเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร ซึ่งหอการค้าไทยได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน จึงได้กำหนดให้เป็นพันธกิจหลัก 1 ใน 3 ขององค์กรคือ “ลดความเหลื่อมล้ำ เสริมสร้าง ธรรมาภิบาล และรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน” โดยในระยะเวลาที่ผ่านมา หอการค้าทั่วประเทศได้เข้าไป มีส่วนร่วม ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตร ที่เป็น ฐานรากที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ 

         ทั้งนี้ จากการที่หอการค้าทั่วประเทศได้เข้าไปช่วยเหลือและสนับสนุนภาคเกษตรให้มีความเข้มแข็ง ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพสหกรณ์การเกษตร ซึ่งได้วางรากฐานมาเป็นระยะเวลายาวนาน ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สมาชิก ได้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่าย และการบริโภค โดยยึดหลักการในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายในชุมชนหรือกลุ่มอาชีพ เพื่อให้เข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรมีจำนวน 4,446 แห่ง (ณ เดือนเมษายน 2560 ) มีสมาชิกกว่า 6 ล้านคน มีเงินทุนดำเนินการกว่า 2.3 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่สมาชิกเป็นเกษตรกร ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านการผลิตพืชผลทางการเกษตร แต่การบริหารจัดการขาดความเข้มแข็ง และมีช่องว่างในการปรับปรุงพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มคุณภาพ มาตรฐานและผลผลิตให้สูงขึ้นได้

         จะเห็นได้ว่า สหกรณ์การเกษตร มีความรู้มีความชำนาญ, มีแรงงานที่มีทักษะ,มีเงินทุนหมุนเวียน แต่ขาดองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ เช่น Market Management, การบริหารจัดการ เป็นต้น ดังนั้น หากหอการค้าทั่วประเทศ นำองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ ภาคธุรกิจ เข้าไปช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้สหกรณ์การเกษตร เป็นหน่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ต้องการให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของสมาชิกได้

 

 

 

         วิสาหกิจชุมชน หมายความว่า “กิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้าการให้บริการ หรือ การอื่น ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกันและรวมตัวกันประกอบกิจการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นรูปนิติบุคคลในรูปแบบใดหรือไม่เป็นนิติบุคคล เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชนและระหว่างชุมชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนประกาศกำหนด” (พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548)

         ปัจจุบันการรวมตัวเพื่อประกอบกิจการในระดับท้องถิ่นมีหลายรูปแบบ และมีลักษณะเป็นขนาดเล็ก การรวมตัวมักอยู่ในรูปกิจกรรม หรือกลุ่มอาชีพที่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ และบางกลุ่มได้มีการดำเนินงานช่วยเหลือในลักษณะเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญคือ เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสมาชิกในกลุ่ม และสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงาน การสร้างอำนาจต่อรองในด้านต่าง ๆ ดังนั้น ภาครัฐจึงมีนโยบายส่งเสริมชุมชนมีการดำเนินงานในลักษณะการรวมกลุ่มผลิต เพื่อเกิดความเข้มแข็งในการผลิต การบริหารจัดการ การตลาด เป็นต้น ด้วยการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้น ปัจจุบันมีจำนวน 83,613 แห่ง สมาชิกจำนวน 1,438,936 ราย (ณ เดือนมิถุนายน 2560)

         จากการศึกษาพบว่า ปัญหาการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนมีความคล้ายคลึงกันคือ ไม่สามารถขยายทางการตลาด เนื่องจาก มีข้อจำกัดหลาย ๆ ด้านเงินทุนทำให้ไม่สามารถขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการแข่งขันจากคู่แข่งขันที่มีขนาดใหญ่กว่า ในขณะที่วิสาหกิจชุมชนมีตลาดเพียงในท้องถิ่นเท่านั้น ไม่มีตลาดที่แน่นอน ไม่มีการส่งเสริมทางการตลาด และขาดการบริหารจัดการที่ดี รวมถึง การใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีค่อนข้างต่ำ

         ในระยะเวลาที่ผ่านมา หอการค้าทั่วประเทศได้เข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรมด้านลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น ได้เล็งเห็นความสำคัญของวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลุ่มที่มีสามารถยกระดับความรู้ความสามารถ และพึ่งพากับท้องถิ่นของตนเองได้ และหากนำองค์ความรู้และประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของภาคธุรกิจ เข้าไปช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เอกชน จะทำให้วิสาหกิจชุมชนเป็นหน่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ต้องการให้วิสาหกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของท้องถิ่นได้ ดังนั้น หอการค้าไทย จึงจัดทำโครงการ 1 หอการค้าฯ 1 วิสาหกิจชุมชน ขึ้น เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนมีความเข้มแข็ง และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตต่อไป

 

Top